|
§ แป้น Escape ...
|
ใช้สำหรับยกเลิกคำสั่ง หรือออกจากโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ มีจำนวน 1 แป้น อยู่ที่มุมบนซ้ายสุด
|
|
|
§ กลุ่มแป้น Function ...
|
มีทั้งหมด 12 ปุ่ม ตั้งแต่ F1ถึง F12 ช่วยอำนวยความสะดวกใน การทำงานด้วยโปรแกรมต่างๆ ให้ทำงานได้เร็วขึ้น เช่น กด F1 เป็นการเรียกใช้งานระบบความช่วยเหลือ (Help)
|
|
|
§ แป้น Backspace ...
|
ใช้ลบตัวอักษรที่อยู่ก่อนเคอร์เซอร์ ทีละหนึ่งตัว มี1 ปุ่ม อยู่ด้านบนถัดจากแป้น F11,F12 ลงมา
|
|
|
§ กลุ่มแป้นสำหรับแก้ไขข้อความ ...
|
มีอยู่ 6 แป้น ถัดจากแป้น F12 ลงมา ประกอบด้วยแป้น Insert, Delete, Home, End, PageUp, PageDown ใช้มากในโปรแกรมประเภทเวิร์ด สำหรับแทรกข้อความ ลบข้อความ เลื่อนตำแหน่ง เคอร์เซอร์และตำแหน่งของกระดาษ
|
|
|
§ แป้น Enter ...
|
มีอยู่ 2 แป้น ทำหน้าที่บอกให้คอมพิวเตอร์เริ่มทำตามคำสั่งที่พิมพ์ไว้ เช่น โปรแกรม Internet Explorer พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ในช่อง Address แล้วต้องEnter คอมพิวเตอร์จะติดต่อไปยังเว็บไซต์ ในโปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processing) กด Enter หมายถึง การขึ้นบรรทัดใหม่ ในโปรแกรมตารางคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ (Spreadsheet) กด Enter หมายถึง ป้อนข้อมูลเข้าไปในเซลล์เรียบร้อยแล้ว
|
|
|
§ แป้น Control (Ctrl) และแป้น Alternate (Alt) ...
|
มีอยู่อย่างละ 2 ปุ่ม ทางซ้ายและขวามือ ทำหน้าที่ร่วมกับแป้นอื่น เพื่อให้เกิดคำสั่งพิเศษเพิ่มขึ้นมาก เช่น Ctrl+S หมายถึง การบันทึกข้อมูล, Ctrl+Alt+Del หมายถึง เปิดหน้าต่าง Task Manager เพื่อดูสภาวะการทำงานของโปรแกรมที่กำลังใช้งาน เป็นต้น
|
|
|
§ กลุ่มแป้นนัมเบอร์ (Numberic Keypad) ... 
|
อยู่ทางขวาของแป้นพิมพ์ มี 2 สถานะคือ ตัวเลข 0-9 และคีย์ลูกศร ถ้าอยู่ในสวานะที่ปุ่ม Num Lock มีติดอยู่ แสดงว่าแป้นชุดนี้เป็นตัวเลข หรือถ้าไฟของปุ่ม Num Lock ดับ แสดงว่าแป้นชุดนี้เป็นคีย์ลูกศร
|
|
|
§ กลุ่มแป้นเลื่อนเคอร์เซอร์ ...
|
ใช้เลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ
|
|
|
§ แป้นสเปซบาร์ (Spacebar) ... 
|
มี 1 แป้น เป็นแป้นที่ยาวที่สุดของแป้นพิมพ์ อยู่ด้านล่างสุด ทำหน้าที่พิมพ์ตัวอักษรที่เป็นช่องว่าง ครั้งละ 1 ตัวอักษร
|
|
|
§ แป้นชิฟต์ (Shift) ...
|
มีอยู่ 2 แป้น ซ้าย-ขวา ทำหน้าที่คอยเรียกใช้งานตัวอักษรอีกชุดหนึ่ง ที่อยู่ด้านบนของแป้นพิมพ์ เหมือนกับการยกแคร่ของแป้นพิมพ์ดีด
|
|
|
§ แป้น Caps Lock ...
|
อยู่เหนือปุ่มชิฟต์ (Shift) ทางซ้าย มีหน้าที่ทำให้คีย์บอร์ดอยู่ในสภาวะ เรียกใช้งานตัวอักษรชุดที่อยู่ด้านบนของแป้นพิมพ์ตลอดเวลา
|
|
|
§ ไฟแสดงสถานะ ...
|
เป็นไฟเล็กๆ ทางขวามือด้านบนสุดของแป้นพิมพ์ ใช้แสดงสถานะของการใช้งานปุ่ม Num Lock, Caps Lock และ Scroll Lock
|
|
|
§ กลุ่มแป้นพิมพ์อักขระ ...

|
มีจำนวน 47 แป้น เป็นแป้นกลุ่มใหญ่ของแป้นพิมพ์ อยู่ตรงกลาง มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ตำแหน่งคล้ายกับพิมพ์ดีดทั่วไป
|
|
|
|
ความต้องการคีย์บอร์ดที่สะดวกต่อการพกพา ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ คือคีย์บอร์ดแบบพับได้ ซึ่งทำได้สารพลาสติกที่มีการใส่วงจรภายใน ที่สามารถพับม้วนได้สะดวก
|
|
|
แป้นพิมพ์เป็นอุปกรณ์หลักเพื่อป้อนข้อมูลที่ใช้งานมากที่สุด จึงต้องใช้งานให้คล่อง ผู้ที่เคยเรียนพิมพ์ดีดมาจะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้คล่องกว่าผู้ที่ไม่เคยเรียนพิมพ์ดีดมาก่อน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนควรจะหัดพิมพ์สัมผัสให้คล่อง และเรียนรู้การใช้งานแป้นพิมพ์พิเศษต่างๆ ตามที่โปรแกรมกำหนดและหมั่นใช้งานบ่อยๆ ก็จะสามารถพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้คล่องมือและสนุกสนาน
 |  |
 | เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลเช่นเดียวกับคีย์บอร์ด ทำหน้าที่เลื่อนเคอร์เซอร์ หรือสัญลักษณ์ตัวชี้เมาส์ (Mouse Pointer) ที่ปรากฏบนจอภาพ การเลือกคำสั่งโดยใช้เมาส์จะให้ความสะดวกกว่าการใช้คีย์บอร์ด โดยเฉพาะในโปรแกรม ประเภท Windows สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ด้วยการขยับเมาส์เพียงเล็กน้อย |
 | เมาส์มีรูปร่างหลากหลายรูปแบบ มีสีสันต่างๆ กันไปตามการออกแบบของผู้ผลิต |
 |  |
 |
หน้าที่ของเมาส์ โดยสรุปมีดังนี้
1. เลือกคำสั่งบนเมนู
2. ใช้เลื่อนสัญรูป (Icon)
3. ปรับเปลี่ยนขนาดของวินโดว์หรือหน้าต่าง
4. เริ่มต้นใช้งานโปรแกรม
5. เลือกออปชันต่าง ๆ
|
 |
ส่วนประกอบที่สำคัญ
§ ลูกกลิ้งกลม สำหรับหมุนเพื่อเลื่อนตัวชี้เมาส์
§ เมาส์รุ่น แบบใช้แสง (Optical) ทำงานโดยการวัดตำแหน่งของแสงที่สะท้อนกลับมา
§ ล้อหมุนตรงกลางระหว่างปุ่มซ้ายขวา ปุ่มคำสั่งเพื่อเลื่อนภาพขึ้นหรือลง ในบางโปรแกรม Microsoft Word หรือ Internet Explorer
|
 |
การใช้เมาส์ที่ถูกต้อง
§ จับเมาส์ด้วยนิ้วโป้งและนิ้วนาง นิ้วชี้จะอยู่ที่ปุ่มด้านซ้าย ส่วนนิ้วกลางวางที่ปุ่มขวา อุ้งมือสำหรับบังคับให้เลื่อนเมาส์ไปมา เมื่อเราเลื่อนเมาส์ ตัวชี้เมาส์บนจอภาพจะเลื่อนไปมา แสดงว่าเมาส์กำลังทำงานตามปกติ
|
 |  |
 |  |
 |  |
 |  |
 |
การใช้เมาส์มีลักษณะดังนี้
1. การเลื่อนตัวชี้เมาส์ คือ การขยับเมาส์ไปมา
2. Click คือ การชี้ที่ส่วนต่างๆ ที่ปรากฏบนจอภาพ แล้วการกดปุ่มซ้ายของเมาส์หนึ่งครึ่ง
3. การดับเบิลคลิก (Double Click) คือ การกดปุ่มซ้ายบนเมาส์ติดกัน 2 ครั้งอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา การดับเบิลคลิกมีค่าเท่ากับการกดคีย์ Enter
4. การลากแล้วปล่อย (Drag and Drop) คือ การเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปชี้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของไอคอน ข้อความ หรือภาพที่ต้องการ แล้วกดปุ่มซ้ายของเมาส์ค้างไว้ จากนั้นขยับเมาส์เพื่อเลื่อนตัวชี้เมาส์ ไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ แล้วจึงปล่อยปุ่มซ้ายเมาส์
5. การคลิกเมาส์ปุ่มขวา (Right Click) คือ การคลิกที่ปุ่มขวาของเมาส์หนึ่งครั้ง ใช้เพื่อเปิดเมนูย่อยขึ้นมา นิยมใช้ในการเปิด โปรแกรม Windows
6. การเลื่อนล้อหมุน (Wheeling) คือ การขยับล้อที่อยู่กลางเมาส์ ระหว่างปุ่มซ้ายและขวาให้เลื่อนไปมา ใช้เพื่อเลื่อนภาพที่ปรากฏบนจอให้ขึ้นหรือลง
|
 |  |
 |
แผ่นรองเมาส์ (Mouse Pad)
(Mouse Pad) |
 |
|
 |
3.1 จอภาพ (Monitor) ...
 | ในอดีตจอภาพมีหลายแบบ |
 |
3.1.1 ลักษณะของจอภาพด้านประสิทธิภาพ ...
 |
o จอภาพสีเดียว (Monochrome)
|
เป็นจอภาพที่ใช้กันทั่วไปในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันใช้เฉพาะในบางที่เช่น เครื่องคิดเงินในร้านค้า หรือตู้ ATM ของบางธนาคาร เป็นต้น มีลักษณะการแสดงผลเป็นสีเดียวเช่น สีขาว สีเขียว หรือสีส้ม และแสดงได้เฉพาะตัวอักษรเท่านั้น
|
o จอภาพแบบ VGA (Video Graphics Array)
|
มีความละเอียดของพิกเซล 640x480 จุด เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป มีขนาดของจอภาพ 14 หรือ 15 นิ้ว โดยวัดระยะจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่งในแนวทแยงบนจอภาพ
|
o จอภาพแบบ SVGA (Super Video Graphics Array)
|
จะมีความละเอียดของพิกเซล 800x600จุด เหมาะสำหรับใช้ในงานธุรกิจ หรือตามสำนักงานทั่วๆ ไป ขนาดที่นิยมคือ 14หรือ 15 นิ้ว ส่วนจอที่มีความละเอียดของ พิกเซล 1,280x1,024 จุด เหมาะสำหรับใช้ในงานออกแบบกราฟิกต่าง ๆ
|
|
|
 | |
 |
3.1.2 ลักษณะของจอภาพด้านสถาปัตยกรรมทางฮาร์ดแวร์ มีดังนี้ ...
 | จอแบบโค้ง หรือจอหลอดภาพ CRT และ Trinitron
 |
· จอภาพ CRT (Cathode-Ray tube)
|
เป็นจอภาพที่ใช้เทคโนโลยีหลอดภาพแบบ CRT มีหลักการทำงานคล้ายเครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งจอภาพในปัจจุบันจะมีให้เลือกอยู่ 2 แบบ ได้แก่
|

|
o จอภาพแบบธรรมดาหรือ Shadow Mask เป็นจอภาพที่ใช้หลอดภาพแบบ CRT ธรรมดา มีราคาถูกที่สุด และมีการใช้งานกันมาก ในปัจจุบัน พื้นผิวหน้าจอส่วนใหญ่จะเป็น แบบที่มีความโค้งแต่ก็จะมีแบบที่ทำการลด ส่วนโค้งของพื้นผิวหน้าจอให้เกือบแบนเรียบ ด้วย ที่เรียกว่า แบบ Flat Square (FST) ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
|
Retrieved from http://www.monitor4u.com/review/review4u/images/17fd_trinitron.jpg
|
o จอภาพแบบไตรนิตรอน (Trinitron) เป็นจอภาพที่ใช้หลอดภาพ CRT แบบ Trinitron ที่พัฒนาโดยบริษัท Sony มีคุณสมบัติพิเศษกว่า หลอดภาพแบบ CRT ธรรมดาคือ ภาพที่แสดง จะมีความสว่างสีสันสดใสสมจริงมากกว่า และช่วยถนอมสายตาในการใช้งานนานๆ จอ Trinitron ซึ่งปัจจุบันนี้แทบจะถูกแทนที่ ด้วยแบบใหม่เรียกว่า Flat Display Trinitron (FD Trinitron) ซึ่งก็ใช้หลอดภาพ Trinitron เช่นกันแต่หน้าจอ จะมีลักษณะแบนราบ ไม่หลอกสายตา
|
|
 | |
|
 | จอภาพแบบแบน (LCD) ...
 |  |
 |
o จอภาพแบบแบน (LCD; Liquid Crystal Display)
|
จอภาพผลึกเหลวใช้งานกับคอมพิวเตอร์ประเภทพกพาเป็นส่วนใหญ่ เป็นแบ่งได้เป็น
|
|
o Active matrix จอภาพสีสดใสมองเห็นจากหลายมุม เนื่องจากให้ความสว่าง และสีสันในอัตราที่สูง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า TFT – Thin Film Transistor และเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ราคาของจอประเภทนี้สูงด้วย
o Passive matrix color จอภาพสีค่อนข้างแห้ง เนื่องจากมีความสว่างน้อย และสีสันไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถมองจากมุมมองอื่นได้ นอกจากมองจากมุมตรง เรียกอีกชื่อได้ว่า DSTN – Double Super Twisted Nematic
|
|
|
|
| จอภาพที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ...
| เป็นจอแบบ SVGA ขนาด 17 นิ้ว สามารถแสดงความละเอียดของภาพ ได้สูงสุดขนาด 1,280x1,024 พิกเซล เน้นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ใช้จากการแผ่รังสี มีคุณสมบัติประหยัดพลังงาน |
|  |
|
|
|
3.2 การ์ดแสดงผล (Video Card) ...
|
|
หรือ Video Adapter บางครั้งเรียกว่า Graphics Boardเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวหนึ่งที่เสียบเข้าไปในเมนบอร์ด ทำหน้าที่นำข้อมูลจากการประมวลผลของซีพียู มาประมวลจากดิจิตอลเป็นอนาล็อก แล้วส่งไปยังวงจรควบคุมสี (RGB Circuit) ที่จอภาพ เพื่อให้ปรากฏเป็นภาพบนหน้าจอ ภายในการ์ดแสดงผลนั้นจะมีหน่วยประมวลผล และหน่วยความจำ ซึ่งจะทำหน้าที่ประมวลผลภาพ แล้วส่งผลลัพธ์ไปยังจอภาพ หน่วยความจำของการ์ดแสดงผลในปัจจุบันมีขนาดถึง 64 MB หน่วยความจำของการ์ดแสดงผลแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
|
1. ดีแรม (Dynamic Random Access Memory – DRAM)
|
ความสามารถในการรับ–ส่งข้อมูลค่อนข้างต่ำ ราคาไม่สูงนัก ปกติการ์ดแสดงผลที่ใช้งานอยู่ทั่วไปมักใช้หน่วยความจำประเภทนี้
|
2. วีแรม (Video Random Access Memory – VRAM)
|
มีความสามารถในการรับ–ส่งข้อมูลสูง ใช้ในงานกราฟิก หรืองานที่ต้องการภาพสวยงาม
|
|
นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำของการ์ดแสดงผลอีก 2 ประเภท แต่ไม่นิยมใช้มากนัก คือ EDO RAM (Extended Data Out RAM) และ WRAM (Window RAM)
|
|
|  |
|
 | เครื่องพิมพ์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พรินเตอร์ (Printer) เป็นอุปกรณ์แสดงผล (Output Device) โดยพิมพ์ข้อความออกมาทางกระดาษ แผ่นใส หรือโปสเตอร์ สามารถพิมพ์ได้ทั้งขาวดำและสี |
 | งานที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น รายงานจดหมาย การทำอาร์ตเวิร์ก ใบเสร็จ ฯลฯ การที่เราจะใช้เครื่องพิมพ์นั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องรู้ มีดังนี้ |
 |
1. ความเร็วในการพิมพ์ (Speed)
|
การดูว่าเครื่องพิมพ์นั้นๆ พิมพ์ได้เร็วหรือช้า ดูจากอัตราความเร็วในการพิมพ์ จำนวนหน้าต่อนาที ที่เรียกว่า ppm (page per minute) หรือจำนวนตัวอักษรในหนึ่งวินาที ที่เรียกว่า cps (characters per second)เช่น เครื่องพิมพ์ EPson Stylus Color 850 10.0 ppm for black หมายความว่า ความเร็วในการพิมพ์ขาวดำได้สูงสุด 10 หน้าต่อนาที
|
2. ความละเอียดในการพิมพ์ (Resolution)
|
เป็นการบอกคุณภาพของเครื่องพิมพ์ว่าสามารถพิมพ์งานได้ละเอียดมากหรือน้อยโดยจะวัดเป็นจำนวนจุดที่พิมพ์ในหนึ่งนิ้วที่เรียกว่า dpi (dots per inches) เพราะตัวหนังสอหรือภาพที่พิมพ์อกมานั้นเกิดมาจากจุดเล็กๆ นับพันนับหมื่นจุด มาประกอบกันขึ้นเป็นตัวอักษรหรือภาพ ดังนั้น หากจำนวน dpi มากแสดงว่าเครื่องพิมพ์นั้นพิมพ์งานได้ละเอียดมาก เช่น เครื่อง Canon BJC – 6000 Resolution 1440 x dpi black แสดงว่า เครื่องพิมพ์รุ่นนี้พิมพ์งานขาวดำได้ละเอียด 1440 x 720 จุดต่อนิ้ว เป็นต้น
|
|
 | เครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ |
 |
4.1 เครื่องพิมพ์แบบกระแทก (Dot – Matrix Printer)

|
ใช้ระบบหัวเข็มกระแทกบนผ้าหมึกให้มีรอยหมึกบนกระดาษ โดยที่หัวพิมพ์จะมีชุดเข็มเรียงกันเป็นชุด เพื่อกระแทกผ้าหมึกให้หมึกติดลงบนกระดาษทีละจุดเรียงกันเป็นตัวอักษร ดังนั้น เวลาพิมพ์จะมีเสียงกระแทกหัวเข็มดังพอสมควร งานที่ได้มีคุณภาพปานกลาง แต่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะราคาไม่แพง
จุดเด่นของเครื่องพิมพ์ชนิดหัวเข็มอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถพิมพ์กระดาษซ้อนกันหลายๆ แผ่นที่มีหมึกก็อปปี้ได้ เหมาะที่จะใช้ตามห้างร้าน หรือบริษัทที่พิมพ์ใบเสร็จหรือใบบิลแก่ลูกค้า
ความเร็วในการพิมพ์ โดยทั่วไปพิมพ์ได้ 25 ถึง 450 cps (character per second) หรือตัวอักษรต่อวินาที ส่วนความละเอียดในการพิมพ์ขึ้นอยู่กับชุดหัวพิมพ์ ถ้าหัวพิมพ์ 9 เข็ม งานจะออกมาค่อนข้างหยาบ แต่ถ้ามีหัวพิมพ์ถึง 24 เข็ม งานจะออกมาละเอียดกว่า หมึกที่ใช้พิมพ์สำหรับเครื่องพิมพ์แบบจุดจะเป็นผ้าหมึก โดยผ้าหมึกในตลับจะถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ จนหมดม้วน จึงเปลี่ยนใหม่
กระดาษที่ใช้กับเครื่องพิมพ์แบบนี้ใช้ได้ทั้งกระดาษที่สอดทีละแผ่น และกระดาษต่อเนื่อง ที่ยาวติดต่อกัน โดยมีความกว้างขนาด A4 หรือใหญ่กว่าก็ได้
|
4.2 เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Ink Jet Printer)


|
เป็นเครื่องที่ใช้วิธีการฉีดพ่นหมึกเข้าไปเป็นจุดๆ บนกระดาษ สามารถพิมพ์สีหรือขาวดำได้ คุณภาพของงานพิมพ์สวยงามกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุด นิยมใช้ในงานตามโรงพิมพ์ทั่วไป
ความเร็วในการพิมพ์ ถ้าเป็นพิมพ์สีดำจะมีความเร็วปานกลางคือ ตั้งแต่ 1–10 ppm (page per minute) แต่ถ้าเป็นพิมพ์สี ความเร็วจะลดลงอยู่ที่ 1–6 ppm แล้วแต่ประสิทธิภาพของแต่ละรุ่น
ความละเอียดของงานที่ได้ ปัจจุบันเครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกได้รับพัฒนาการความละเอียดมากขึ้น บางรุ่นสามารถทำได้มากถึง 1440x720 dpi แต่ส่วนใหญ่จะมีความละเอียดอยู่ที่ 720 x 360 dpi
หมึกพิมพ์ที่นิยมใช้กันทั่วไปจะเก็บในตลับหมึก เมื่อใช้หมดแล้วจะเปลี่ยนตลับใหม่ ข้อควรระวังของเครื่องพิมพ์แบบนี้ก็คือ หมึกจะแห้งช้า ทำให้เลอะกระดาษ จึงควรเลือกใช้หมึกประเภทแห้งเร็ว
กระดาษที่ใช้พิมพ์ทั่วไป จะใช้ขนาด A4 หรือ 8.5x11 นิ้ว บางรุ่นอาจใช้กระดาษใหญ่กว่านี้ได้ สีที่สามารถจะเป็นแม่สีหลัก คือ ฟ้า แดง เหลือง และดำ
|
4.3 เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)
|
เป็นเครื่องพิมพ์ที่ได้รับความนิยมนำมาใช้งานในสำนักงานทั่วไป อย่างไรก็ตามเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ยังมีราคาสูงกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุดและแบบฉีดหมึก จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ส่วนตัวเพราะไม่คุ้มค่า
ความเร็วในการพิมพ์ เครื่องพิมพ์เลเซอร์สามารถพิมพ์ได้เร็วตั้งแต่ 4 ถึง 20 หน้าต่อนาที (ppm) ขึ้นไป ส่วนความละเอียดมีตั้งแต่ 300-1200 dpi จึงทำให้ผลงานพิมพ์คมชัดมากเหมาะสำหรับนำมาใช้งานกราฟิก ออกแบบสถาปัตยกรรม และทำสิ่งพิมพ์ตามโรงพิมพ์
หมึกพิมพ์ของเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะเก็บในตลับที่เรียกว่า “โทนเนอร์” ภายในเป็นผงหมึกเช่นเดียวกับหมึกของเครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อหมึกหมด ถ้าไม่เปลี่ยนตลับใหม่สามารถเติมหมึกใหม่ได้ แต่คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าของใหม่
กระดาษที่ใช้โดยปกติจะใช้ขนาด 8.5x11 นิ้ว (A4) แต่ก็สามารถใช้กระดาษขนาดใหญ่หรือเล็กกว่านี้ได้ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ส่วนใหญ่นิยมพิมพ์ขาว–ดำ แต่บางรุ่นก็สามารถพิมพ์สีได้ซึ่งก็จะมีราคาสูงกว่าเครื่องพิมพ์ขาว–ดำทั่วไปมาก ในการใช้เครื่องพิมพ์นั้น สิ่งที่เราควรทราบมีดังนี้
|
|
 |  |
 |
สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลประเภทที่ไม่สะดวกในการป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทางคีย์บอร์ดได้ เช่น ภาพโลโก้ วิวทิวทัศน์ ภาพถ่ายรูปคน สัตว์ ฯลฯ
เราสามารถใช้สแกนเนอร์สแกนภาพเข้าเก็บไว้ในเครื่อง เพื่อนำภาพมาแก้ไขสี รูปร่าง ตัดแต่ง และนำภาพไปประกอบงานพิมพ์อื่นๆได้
สแกนเนอร์ภาพนิ่ง เป็นสแกนเนอร์ที่เก็บภาพนิ่ง และสแกนข้อความประเภท Text จากเอกสาร โดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่ได้
ประเภทของสแกนเนอร์ สแกนเนอร์แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ
|
 |
5.1 สแกนเนอร์มือถือ (Hand-Held Scanner)
มีขนาดเล็ก ราคาไม่แพงนัก เก็บภาพขนาดเล็กๆซึ่งไม่ต้องการความละเอียดมากนักได้ เช่น โลโก้ ลายเซ็น เป็นต้น
5.2 สแกนเนอร์ดึงกระดาษ (Sheet-Feed Scanner)
เป็นสแกนเนอร์ที่ใหญ่กว่าสแกนเนอร์มือถือ ใช้หลักการดึงกระดาษขึ้นมาสแกนทีละแผ่น แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าต้องการแสดงภาพจากหนังสือที่เป็นรูปเล่มต้องฉีกกระดาษออกมาทีละแผ่นทำให้ไม่สะดวกในการสแกน คุณภาพที่ได้จากสแกนเนอร์ประเภทนี้อยู่ในระดับปานกลาง
5.3 สแกนเนอร์แท่นเรียบ ( Flatbed Scanner)
เป็นสแกนเนอร์ที่มีกระจกใสไว้สำหรับวางภาพที่จะสแกน เหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร คุณภาพของงานสแกนประเภทนี้จะดีกว่าสแกนเนอร์แบบมือถือ หรือสแกนเนอร์แบบดึงกระดาษ แต่ราคาสูงกว่าเช่นกัน
|
 |  |
 |
การเลือกใช้สแกนเนอร์ มีข้อควรพิจารณา ดังนี้
1. ความละเอียดของงานสแกน ความละเอียดของภาพมีหน่วยวัดเป็นจุดต่อนิ้ว (dpi = dot per inches) สแกนเนอร์ที่มีคุณภาพดีสามารถสแกนได้ละเอียดมากถึง 1200 dpi โดยปกติการใช้สแกนเนอร์ธรรมดาจะใช้ความละเอียดเพียง 300 dpi ก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ความละเอียดมาก เพราะจะทำให้ใช้เวลาในการสแกนมาก
2. การสแกนสี การสแกนเฉดเทา (Grayscale Scanner) จะสแกนภาพออกมาเป็นสีเทา ปัจจุบันไม่นิยมใช้งานแล้ว แต่นิยมใช้สแกนเนอร์สี (Color Scanner) ซึ่งเหมาะสำหรับการสแกนภาพถ่ายและภาพจากสิ่งพิมพ์ต่างๆ
|
 |  |
 |
โมเด็ม (Modulator and Demodulator) เป็นอุปกรณ์รอบข้างสำหรับต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างกันมากๆ โดยอาศัยเครือข่ายของโทรศัพท์เข้ามาช่วยในการสื่อสารรับ-ส่งข้อมูล
bit per second : bps) |
 |  |
 |
โมเด็มที่ใช้งานตามบ้านในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการติดตั้งใช้งาน และตามลักษณะของสัญญาณ ดังนี้คือ
โมเด็มตามลักษณะการติดตั้งใช้งาน มี 2 ประเภท คือ
§ โมเด็มที่ติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (Internal Modem) ซึ่งจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ราคาไม่แพง แต่ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย
§ โมเด็มที่ติดตั้งภายนอก (External Modem) จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีสายต่อเข้ากับ CPU นิยมใช้มากเพราะเคลื่อนย้ายสะดวก ติดตั้งง่าย และคุณภาพดีพอสมควร
โมเด็มตามลักษณะสัญญาณ มี 2 ประเภท คือ
§ โมเด็มแบบสัญญาณเสียง (Voice Modem) เป็นโมเด็มรูปแบบเดิมที่ใช้งานโดยทั่วไป โมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัล (Digital) ที่ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์แปลงให้เป็นสัญญาณอนาล็อก (Analog) เพื่อส่งไปตามสายโทรศัพท์ และเมื่อถึงปลายทางโมเด็มที่ปลายทาง ก็จะแปลงกลับจากสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิทัล โมเด็มประเภทนี้ มีความเร็วสูงสุดในการส่งสัญญาณอยู่ที่ 56 Kbps
§ โมเด็มแบบสัญญาณดิจิตอล หรือโมเด็มเอดีเอสแอล (ADSL Modem, ADSL = Asymmetric Digital Subscriber Line) เป็นโมเด็มที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ใช้กับระบบเครือข่ายโทรศัพท์ดิจิตอลความเร็วสูง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โมเด็มประเภทนี้จะส่งสัญญาณดิจิทัลไปตามสายโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกก่อน ความเร็วในการรับสัญญาณ (Download) กับความเร็วในการส่งสัญญาณ(Upload) ของโมเด็มประเภทนี้จะไม่เท่ากัน โดยความเร็วในการรับสัญญาณ จะมากกว่าความเร็วในการส่งสัญญาณ โดยความเร็วในการรับสัญญาณอยู่ที่ 128 kbps ถึง 2 Mbps ซึ่งเร็วกว่าโมเด็มแบบเดิม 2 - 8 เท่า
การเลือกใช้งานโมเด็ม มีข้อพิจารณา ดังนี้
1. ประเภทของระบบโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อ ถ้าเป็นการต่ออินเทอร์เน็ตโดยใช้ระบบโทรศัพท์ในรูปแบบเดิม จะต้องเลือกใช้โมเด็มแบบสัญญาณเสียง ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่56 Kbps แต่ถ้าเป็นระบบโทรศัพท์ที่สามารถใช้สัญญาณ ADSL ได้ ก็จะสามารถใช้โมเด็มแบบ ADSL ได้ โดยจะต้องเลือกใช้โมเด็มที่มีความเร็วในอัตราเดียวกับที่เช่าใช้บริการ ADSL เช่น ถ้าเช่าใช้บริการ ADSL ที่ความเร็วในการรับสัญญาณที่ 128 Kbps ก็จะต้องเลือกใช้โมเด็มที่สามารถรับสัญญาณได้ไม่น้อยกว่า 128 Kbps
2. ความประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โมเด็มในรูปแบบเดิม จะเสียค่าบริการติดต่อผ่านคู่สายโทรศัพท์ตามระยะเวลาที่ใช้ เช่น หากติดต่อใช้บริการอินเทอร์เน็ตจากศูนย์บริการท้องถิ่น ก็จะเสียค่าบริการคิดอัตราเป็นครั้งละ แต่ถ้าติดต่อไปยังศูนย์บริการในจังหวัดอื่น ก็จะเสียค่าบริการเป็นนาที ส่วนการใช้โมเด็ม ADSL จะเสียค่าบริการในอัตราเหมาจ่ายเป็นรายเดือน สามารถใช้บริการได้ตลอด 24 ชม. ทุกวัน
|
 |  |
 |
ปัจจุบันการ์ดเสียงเป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาไปมาก ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแสดงเสียงได้เหมือนเครื่องเสียง การ์ดเสียงมีชื่อเรียกหลายชื่อ บางทีเรียก ซาวด์การ์ด (Sound Card) ซาวด์บอร์ด (Sound Board) หรือออร์ดิโอซาวด์ (Audio Sound)
อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการ์ดเสียง คือ ลำโพงหรือหูฟัง โดยปกติคอมพิวเตอร์จะมีลำโพงเล็กๆ ติดไว้ข้างในมาพร้อมกับเครื่อง แต่ปัจจุบันจะมีลำโพงขนาดใหญ่ขึ้น บางรุ่นมีลำโพงข้างนอกแถมมาให้ด้วย นอกจากนั้น การ์ดเสียงสามารถจะติดตั้งไมโครโฟน สำหรับบันทึกเสียงเก็บเป็นไฟล์เอาไว้ได้ด้วย
|
 |
 |
 |
การเลือกใช้การ์ดเสียง ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. คุณภาพของเสียง การจะดูว่าการ์ดเสียงให้คุณภาพของเสียงดีหรือไม่ แค่ไหนให้ดูจาก Sampling Size และ Sampling Rate การ์ดเสียงที่มีขนาดพอใช้งานได้ควรจะมี Sampling Size 16 บิต และ Sampling Rate 44.1 Khz
2. การพูด และฟังพร้อมกัน การ์ดเสียงที่ดีจะต้องสามารถสื่อสาร 2 ทางได้ คือ พูด และฟังโต้ตอบกันได้ ในการใช้งานระบบเครือข่าย
ที่มา
: https://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c1s2periperial.htm
|
|
|
|
|
|
https://www.youtube.com/watch?v=LHF5YIDXZUQ
|
|
|
มีความรู้มากๆคะ
ตอบลบ👍🏼👍🏼👍🏼👍🏼
ตอบลบเยี่ยม
ตอบลบดีมากเลย
ตอบลบดีค่ะ
ตอบลบเยี่ยมมาก
ตอบลบ